กระทู้เมื่อเร็วๆ นี้

หน้า: [1] 2 3 ... 10
1
ลาวแง้วบ้านทองเอน / ระลึกชาติ
« กระทู้ล่าสุด โดย nanothep เมื่อ กุมภาพันธ์ 16, 2018, 06:31:36 pm »
2
การแข่งขันเรือยาว / พญาอินทรี
« กระทู้ล่าสุด โดย nanothep เมื่อ กุมภาพันธ์ 14, 2018, 04:26:06 pm »
3
การแข่งขันเรือยาว / ตำนานเรือเทพนรสิงห์
« กระทู้ล่าสุด โดย nanothep เมื่อ กุมภาพันธ์ 14, 2018, 04:23:41 pm »
4
ฟังเพลงลูกกรุงจาก YouTube / จดหมายถึงพ่อ
« กระทู้ล่าสุด โดย nanothep เมื่อ กุมภาพันธ์ 14, 2018, 04:02:34 pm »
5
ฟังเพลงลูกกรุงจาก YouTube / Leaving on a jet plane
« กระทู้ล่าสุด โดย nanothep เมื่อ กุมภาพันธ์ 14, 2018, 03:50:05 pm »
6
ลาวแง้วบ้านทองเอน / 'แต้ว' ห้างแตกที่ สปป.ลาว
« กระทู้ล่าสุด โดย nanothep เมื่อ กุมภาพันธ์ 14, 2018, 01:26:48 am »
7
ลาวแง้วบ้านทองเอน / ภูเขาแดนลาว
« กระทู้ล่าสุด โดย nanothep เมื่อ กุมภาพันธ์ 12, 2018, 10:21:25 pm »
การตั้งชื่อเทือกเขานี้ว่า"แดนลาว"เพราะที่อยู่อาศัยของชนเผ่าไทเมื่อครั้งยังอยู่เหนือดินแดนเทือกเขายังไงเล่า ก็ประมาณเมื่อหนึ่งพันปีขึ้นไปนั่นแหละ ไม่ใช่เป็นการเรียกชื่อเทือกเขานี้ตอนลงมาอยู่ในสุวรรณภูมิแล้วแน่นอน ถ้าที่อยู่ของเผ่าไทถัดเชียงใหม่ลงมาทางใต้แล้ว เทือกเขานี้จะไม่เป็นแนวกั้นเขตแดนระหว่างไทกับลั้วะหรือละว้า(ลาวเก่า)ละครับ ซึ่งปัจจุบันคือดินแดนของล้านนา-ล้านช้างนั่นเอง

8
ลาวแง้วบ้านทองเอน / ภาษาลาวกับภาษาจีนอาจเป็นภาษาเดียวกันมาก่อน
« กระทู้ล่าสุด โดย nanothep เมื่อ กุมภาพันธ์ 12, 2018, 05:49:36 pm »
2.2 คำเสริมสร้อยสองพยางค์[9]
คำเสริมสร้อยในภาษาไทยถิ่นอีสานเกิดจากการนำคำศัพท์สองคำมาซ้อนกัน หรือ
จากคำศัพท์คำเดียวแล้วแตกคำเป็นสองพยางค์ด้วยสระหรือพยัญชนะที่สัมพันธ์หรือคล้องจองกัน จากนั้นคำซ้อนสองพยางค์นี้ยังสามารถแตกตัวไปเป็นคำใหม่ได้อีกหลายคำด้วยวิธีการแปรเสียงสระที่ต่างระดับกัน คำใหม่ที่เกิดจากเสียงสระต่างระดับกันนี้ มีผลต่อความหมายในการขยายออก หรือแคบเข้าที่ต่างระดับกัน เช่น จิ่งปิ่ง จ่องป่อง จึ่งปึ่ง โจ่งโป่ง คำทั้งสี่คำนี้บอกลักษณะของช่อง โพรง ที่สายตามองทะลุได้ มีลักษณะจากเล็กถึงใหญ่ 4 ระดับ และถ้าขนาดใหญ่มากอย่างไม่มีขอบเขต ยังสามารถแปรสระเพื่อขยายความหมายออกไปอีกเป็นคำที่ 5 ว่า จ่างป่าง คำเหล่านี้ใช้วางไว้หลังคำนาม คำกริยา หรือคำวิเศษณ์ที่มีความหมายเดียวกันเพื่อเสริมคำเป็นสร้อยคำ ทำหน้าที่บอกลักษณะหรือขยายความหมายของคำหน้าให้ชัดเจนยิ่งขึ้น จากการสร้างคำและการใช้ของคำภาษาไทยถิ่นอีสานข้างต้นที่ใช้เพื่อเสริมความหมายและใช้เป็นสร้อยคำนี้ จึงเรียกคำประเภทนี้ว่า “คำเสริมสร้อย”
จากการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า คำเสริมสร้อยสองพยางค์ที่ปรากฏในพจนานุกรมแทบทุกคำ สามารถหาคู่คำที่มีเสียงและความหมายสัมพันธ์กับคำในภาษาจีนได้ ไม่พยางค์หน้าก็พยางค์หลัง หรือไม่ก็ทั้งสองพยางค์ หากยึดภาษาจีนเป็นหลัก สามารถวิเคราะห์การสร้างคำเสริมสร้อยสองพยางค์ที่มีรากคำมาจากคำพยางค์เดียวในภาษาจีน ได้ดังนี้ 2.2.1 การเติม affixation 2.2.1.1 หน่วยเติมหน้า คือการเกิดหน่วยเสียงเติมหน้า หน่วยเสียงที่เกิดขึ้นมาใหม่นี้ไม่ได้ทำหน้าที่บอกความหมายใดๆ เป็นแต่เพียงการซ้อนเพื่อเสียงเท่านั้น ตัวอย่างคำ เช่น มะนึง / ติดกันเป็นพืด /凝nínɡ / เกาะตัว แข็งตัว มะล้อน / อาการแกว่งของวัตถุ / 抡lūn / กวัดแกว่ง มะลัง / ยุ่งเหยิง /缆lǎn / เชือกหรือโช่ที่ฟั่นหลายเกลียว มะลาม / ไม่เป็นระเบียบ /乱luàn / ยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ จากตัวอย่างคำข้างต้นจะเห็นว่า เกิดหน่วยเติมหน้า /มะ/ ขึ้นที่หน้ารากศัพท์ให้เป็นคำสองพยางค์ แต่คำที่บอกความหมายหลักอยู่ที่พยางค์ที่สอง หลังจากที่สร้างคำสองพยางค์แล้ว ยังสามารถใช้วิธีการคล้องจองสร้างคำสร้อยสองพยางค์เข้ามาเพิ่มต่อท้ายได้อีก แล้วพูดต่อกันเป็นคำสี่พยางค์ แต่ไม่ว่าจะขยายคำออกไปอย่างไร รากศัพท์ยังคงสื่อความหมายดังเดิม2.2.1.2 หน่วยเติมกลาง คือการเกิดหน่วยเสียงแทรกตรงกลางระหว่างคำ หน่วยเสียงที่แทรกมา พบว่ามักเป็นพยัญชนะสะกดของรากคำเดิม หรือฐานกรณ์ที่ใกล้เคียงกับพยัญชนะต้นหรือพยัญชนะท้ายของคำเดิมนั่นเอง หรือเป็นเสียง /ย ร ล ว/ และมักจับคู่แน่นอนกับพยัญชนะต้นคำเดิม เช่น /พ,ป คู่กับ ว/ / จ คู่กับ ก,พ/ /ค คู่กับ น/ /ซ คู่กับ ล/ เป็นต้น เมื่อแทรกแล้วจะกลายเป็นคำสองพยางค์ แต่รูปคำทั้งพยัญชนะต้น สระ และพยัญชนะสะกดยังคงเดิม หรือแปรไปเล็กน้อยเท่านั้น ตัวอย่างคำเช่น ข้ายหย้าย / ผละออกจากกลุ่มทันที /开kāi / เปิดออก เคลื่อนที่ออกไป จ่านพ่าน / กระจายเกลื่อนอยู่ / 展zhǎn / แผ่ขยายออกไป ค้งน้ง / โค้ง โก่งมาก /弓ɡōnɡ / โค้ง โก่ง ซื่อลื่อ / ตรง ทื่อ เซ่อ /实shí / ซื่อ ตรง ป้องหง้อง / ล้ม พังลงมา / 崩bēnɡ / พังทลาย พัง แตก จากตัวอย่างคำข้างต้นจะเห็นว่า เกิดหน่วยคำเติมกลางแทรกกลางระหว่างสระและพยัญชนะท้ายของรากศัพท์ หน่วยเติมกลางดังแสดงเป็นตัวอักษรทึบดังนี้ ข้ายหย้าย จ่านพ่าน ค้งน้ง ซื่อลื่อ ป้องหง้อง 2.2.1.3 หน่วยเติมท้าย เป็นการเติมหน่วยคำซ้อนต่อท้ายคำเดิม โดยที่เสียงพยัญชนะต้นของพยางค์ที่สองมักเป็นเสียงเดียวกันกับพยางค์แรก เสียงสระก็เป็นเสียงเดียวกันกับพยางค์แรก แต่ความสั้นยาวจะตรงกันข้ามกัน กล่าวคือถ้าพยางค์หน้าเป็นสระสั้นพยางค์หลังจะเป็นสระยาว แต่ถ้าพยางค์หน้าเป็นสระยาวพยางค์หลังจะเป็นสระสั้น นอกจากนี้ยังพบว่า คำสองพยางค์บางคำทั้งพยางค์หน้าและพยางค์หลังเป็นคำมีความสัมพันธ์กับคำในภาษาจีนทั้งสองคำ ตัวอย่างคำเช่น ก่งโก๊ะ / อาการยืนหรือเดินหลังโกง /弓ɡōnɡ / โค้ง โก่ง ซะซาย / กระจัดกระจาย เรี่ยราด /洒sǎ / กระจัดกระจาย เรี่ยราด แว่งแวะ / ลอยละล่อง /滃wěnɡ / เมฆลอยขึ้น ปิ่งสิ่ง / แก้มที่สวยงาม /庞pánɡ / ใบหน้า / 腮sāi / แก้ม ก้วนด้วน / สิ่งของเป็นท่อนสั้นๆ /棍 ɡùn/ท่อนไม้ / 断duàn / ท่อน ดุ้น จากตัวอย่างคำข้างต้นจะเห็นว่า หน่วยเติมท้ายที่เติมเข้ามา พยัญชนะต้นพยางค์ที่สองซ้ำกับพยัญชนะต้นรากศัพท์เดิม โดยสลับความสั้นยาวของสระ แสดงเป็นอักษรทึบ ดังนี้ ก่งโก๊ะ ซะซาย แว่งแวะ ส่วนคำที่สามารถหาคู่คำสัมพันธ์กับคำในภาษาจีนได้ทั้งสองคำ ได้แก่ ปิ่งสิ่ง และ ก้วนด้วน 2.2.2 กลุ่มเสียงกลุ่มความหมาย คือ รากศัพท์เดิมเพียงคำเดียว สามารถนำมาสร้างคำสองพยางค์ได้หลายคำ โดยวิธีการแปรเสียงสระที่แตกต่างกัน มีผลทำให้ความหมายแปรไป แต่ยังคงเค้าความหมายจากรากศัพท์เดิม ตัวอย่างคำเช่น ก่งโก้ย / อาการเดินหลังโกง/弓ɡōnɡ / โค้ง โก่ง ก่งโก๊ะ / อาการยืนหรือเดินหลังโกง / 弓ɡōnɡ / โค้ง โก่ง ก่งจ่ง / ลักษณะที่โค้งงอของไม้หรือหลังคน /弓ɡōnɡ / โค้ง โก่ง ง้วงเงี้ยง / เลื้อยคดไปคดมา /扭niǔ / หมุนหันบิด[10] งอกแงก / โยกไป คลอนมา /扭niǔ / หมุนหันบิด ง่อมเงาะ / งอ คด /扭niǔ / หมุนหันบิด เซกเลก / ลักษณะใบหน้ายาวผิดส่วน / 脸liǎn / ใบหน้า เซ่เล่ / ลักษณะสีหน้ามีพิรุธ / 脸liǎn / ใบหน้า เซ่มเล่ม / หน้ากระดูกยาวไม่สวย / 脸liǎn / ใบหน้าจากตัวอย่างคำข้างต้นจะเห็นว่า รากศัพท์คำว่า弓 (ɡōnɡ) หมายถึง “โค้ง โก่ง” สามารถสร้างเป็นคำเสริมสร้อยในภาษาไทยถิ่นอีสานหลายคำได้แก่ ก่งโก้ย ก่งโก๊ะ ก่งจ่ง รากศัพท์คำว่า扭 (niǔ) หมายถึง“หมุนหันบิด” นำมาสร้างคำเสริมสร้อยในภาษาไทยถิ่นอีสานหลายคำได้แก่ ง้วงเงียง งอกแงก ง่อมเงาะ นอกจากนี้ยังมี ง้องแง้ง งักแง่น งุบเงิบ งูบงาบก็มีความหมายในลักษณะเดียวกัน รากศัพท์คำว่า脸 (liǎn) หมายถึง“ใบหน้า” นำมาสร้างคำเสริมสร้อยในภาษาไทยถิ่นอีสานหลายคำได้แก่ เซกเลก เซ่เล่ เซ่มเล่ม เป็นต้น 2.2.3 การแปรเสียงอัฒสระเป็นเสียงพยัญชนะต้น คือ การใช้เสียงพยัญชนะและสระในรากศัพท์เดิม แจกพยางค์ออกเป็นสองพยางค์ โดยที่เสียงอัฒสระ /u,i/ แปรไปเป็นพยัญชนะต้น / ว , ย / ของพยางค์ที่สอง ( สระ / o / เป็นเสียงที่ใกล้เคียงกับ สระ /u/ ) ตัวอย่างคำเช่น กากวาก / ลักษณะเว้าแหว่งขนาดกว้างใหญ่/广ɡuǎnɡ / บริเวณกว้างใหญ่ เก่เหว่ / เหย เบ้ เบี้ยว/ 拐 ɡuǎi / เลี้ยว โค้ง มุม เป๋ พู้วู้ / พูน นูนขึ้นมา/ 坡pō / เนิน พิญิ / ลักษณะบาดแผลเล็ก / 擗pǐ / แตก แยกออกจากของเดิม สอยวอย / สดชื่น งดงาม / 帅shuài / สะโอดสะอง งดงาม สวะสวาง / โล่งอก โล่งใจ / 爽shuǎnɡ / ปลอดโปร่ง สว่างสดใส สดชื่น ยีย่อง / นวลงาม ผุดผ่อง/ 艳yàn / งามหรูหรา งามฉูดฉาด ยียน / ใสงาม แวววาว /妍yán / สวยงาม จากตัวอย่างคำข้างต้นจะเห็นว่า เสียงอัฒสระในรากศัพท์เดิม เมื่อแปรมาใช้เป็นคำเสริมสร้อยสองพยางค์ภาษาไทยถิ่นอีสาน จะกลายเป็นเสียงพยัญชนะต้น เช่น 广ɡuǎnɡกากวาก 拐ɡuǎi เก่เหว่ 帅shuài สอยวอย 妍yán ยียน ในที่นี้ถือว่าสระ / o / เป็นเสียงที่ใกล้เคียงกับ สระ / u / อย่างเช่นคำว่า坡po1 พู้วู้ นอกจากนี้ พบคำเสริมสร้อยสี่พยางค์ที่มีมีความสัมพันธ์กับภาษาจีนและมีวิธีการสร้างคำแบบเดียวกันนี้หนึ่งคำคือ สวะสวาง มาจากคำว่า爽shuǎnɡ2.2.4 การสลับที่ จากข้อมูล พบคำเสริมสร้อยที่มาจากรากศัพท์เดิม สามารถสลับที่กันไปมาระหว่างพยางค์ที่หนึ่งและพยางค์ที่สองได้ โดยที่ความหมายไม่เปลี่ยนแปลง ตัวอย่างคำเช่น จ่างจ๊ะ = จ๊ะจ่าง / ถ่างออก เบ่งออก / 张zhānɡ / เปิดออก ถ่างออก ซะซาย = ซามซะ / กระจัดกระจาย เรี่ยราด / 洒sǎ / กระจัดกระจาย เรี่ยราด โซงโลง = ลองซอง / คู่กันอย่างเป็นระเบียบ / 双shuānɡ / คู่ ม้อต้อ = ต้อป้อ / อ้วน เตี้ย สั้น / 短duǎn / สั้น จากตัวอย่างคำข้างต้นจะเห็นว่า รากศัพท์คำเดิมมีการสร้างคำหลายวิธีดังที่กล่าวมาแล้วในข้อ 1 ข้อ 2 และ ข้อ 3 หลังจากที่สร้างคำแล้ว คำสองพยางค์สามารถพูดสลับกันได้ แต่ความหมายไม่เปลี่ยนไปจากเดิม ดังแสดงเป็นอักษรทึบดังนี้ 张 (zhānɡ) จ่างจ๊ะ - จ๊ะจ่าง 洒 (sǎ) ซะซาย – ซามซะ 双 (shuānɡ) โซงโลง – ลองซอง 短 (duǎn) ต้อป้อ – ม้อต้อ สรุปผลการวิจัย
จากข้อมูลคำศัพท์ภาษาไทยถิ่นอีสานที่พบในงานวิจัยนี้ พบว่าคำศัพท์ที่เลือกมามีความสัมพันธ์กับภาษาจีนอย่างใกล้ชิดและมีกฎเกณฑ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำในภาษาไทยถิ่นอีสานจำนวนมากที่ไม่มีในภาษาไทย แต่สามารถหาคู่คำสัมพันธ์ในภาษาจีนได้ทั้งที่เป็นคำที่มีเสียงและความหมายเหมือนกัน สัมพันธ์กัน หรือเกี่ยวข้องกัน ประกอบกับหลักฐานของกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ในบริเวณที่เป็นประเทศจีนตอนใต้ยังมีกลุ่มชนที่พูดภาษาที่มีความใกล้ชิดกับภาษาตระกูลไทเป็นจำนวนมาก เช่น ภาษาเบ (Be) ภาษาลักเกีย (Lakkia) ภาษาตระกูลกัม-สุย (Kam-Sui) ภาษาฮลาย(Hlai) ภาษาลักกะ (Laqua) ภาษาเก้อหล่าว (Gelao) เป็นต้น เป็นที่ทราบกันดีว่าภาษาไทยถิ่นอีสานใกล้ชิดเป็นภาษาเดียวกันกับภาษาของคนในประเทศลาว ข้อมูลคำศัพท์และความสัมพันธ์ในงานวิจัยนี้จึงสามารถสนับสนุนแนวคิดที่ว่า คนไทยลาวหรือคนอีสานนั้นเป็นกลุ่มชนที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับกลุ่มชาติพันธุ์ที่พูดภาษาตระกูลไทที่อาศัยอยู่ทางตอนใต้ของประเทศจีนอย่างใกล้ชิด จะด้วยเหตุผลที่อยู่ในความแวดล้อมของภาษาจีน หรือใกล้ชิดกับกลุ่มชนที่พูดภาษาจีน หรือเป็นภาษาเดียวกันกับภาษาจีนมาก่อนก็ตาม แต่อย่างน้อยก็แสดงให้เห็นว่า ภาษาไทยถิ่นอีสานมีความเกี่ยวข้องกับภาษาจีนแน่นอน สนับสนุนแนวคิดที่ว่าบรรพบุรุษของชาวอีสานที่แต่เดิมกระจายตัวอยู่ทางตอนใต้ของจีน ได้ขยายเขตที่อยู่อาศัยลงมาถึงตอนเหนือของลาว แล้วเลยเข้าสู่ภาคอีสานของไทย
9
2.1.2.2 คำที่มีการแปรทางความหมาย หากยึดภาษาจีนเป็นภาษาตั้งต้น
จากข้อมูลที่มีอยู่พบการแปรทางความหมายหลายประเภท ได้แก่ A. การแปรจากคำนามเป็นคำกริยา B.การใช้ในความหมายที่กว้างขึ้น C. การแปรจากคำนามเป็นคำวิเศษณ์ D. การแปรจากคำกริยาไปเป็นคำบอกผลแห่งกริยา E.การแปรจากคำกริยาไปเป็นคำที่บอกเหตุแห่งกริยา ตัวอย่างเช่น
A. ขวย / คุ้ยดิน / 凷 kuài / ก้อนดิน/
โคบ / ปล้น/ 冦 kòu / โจรผู้ร้าย ผู้รุกราน/
B. พืน / แผ่ ขยายออก/ 喷 pēn / พ่น กระเด็น/
มุ่ง / สุกใส รุ่งเรือง/ 明 mínɡ / สว่าง/
C. วาก /ลักษณะการพูดเสียงดัง / 话 huà / คำพูด/
มุ่น / ละเอียด แหลก / 粉fěn /แป้ง ฝุ่น /
D. วาก / แหว่ง ขาด วิ่น/ 划 huá / กรีด/
ป้ง / โป่ง พอง/ 膨pénɡ / ขยายใหญ่ พองใหญ่ขึ้น/
E. ลั๊วะ / ลุทิ้ง ทำให้ไหลออก/ 流liú /ไหล/
ป่ง / ผลิออก งอก / 丰feng1 / อุดมสมบูรณ์/
2.1.3. คำเกี่ยวข้องกัน จัดเป็นคำที่สันนิษฐานว่ามีความเกี่ยวข้องกัน หรือน่า
สงสัยว่าจะมีความสัมพันธ์กัน ตัวอย่างเช่น
โต้น / ลูกตุ้มชั่ง /斗dòu / ชื่อมาตราวัดของ เครื่องตวงข้าว
โทลา / ชิงช้า /拖 - 拉tuō – lā / ดัน – ดึง
โทเล / แกว่งไกวไปมา/ 拖 - 拉tuō – lā / ดัน – ดึง
มือฮือ / มะรืน /明后mínɡhòu / วันหลัง

10
(4) การแตกพยางค์ จากการศึกษาพบว่า หากยึดภาษาจีนเป็นหลัก คำที่สามารถจับคู่ความสัมพันธ์กับคำพยางค์เดียวในภาษาจีน จะแตกเป็นคำสองพยางค์ในภาษาไทยถิ่นอีสาน โดยส่วนใหญ่พบว่า คำวิเศษณ์หรือคำกริยาพยางค์เดียว เมื่อแตกเป็นคำสองพยางค์ในภาษาไทยถิ่นอีสานแล้ว ยังคงมีความหมายอย่างเดิม พยางค์ใหม่ไม่มีความหมายใดเพิ่มเติม แต่ใช้เป็นคำเสริมสร้อยวางไว้หลังคำวิเศษณ์หรือกริยา เพื่อบอกลักษณะอาการของคำวิเศษณ์หรือกริยาในความหมายเดิมนั่นเอง ตัวอย่างเช่น (ปรากฏการณ์นี้เกิดจากคำพยางค์เดียว เมื่อแตกเป็นคำสองพยางค์แล้ว ใช้เป็นคำเสริมสร้อย ซึ่งเป็นลักษณะเด่นประการหนึ่งที่พบ จึงจะนำเสนอรายละเอียดเรื่องนี้ในหัวข้อคำเสริมสร้อยสองพยางค์ในหัวข้อ 2.2 ต่อไป)
ซ่องล่อง / บอกลักษณะสิ่งของที่อยู่เป็นคู่/ 双 shuānɡ /คู่/
จ่านพ่าน / บอกลักษณะของการแผ่ขยายออก/ 展zhǎn /ขยาย/
ต้างหล้าง /ลักษณะที่เป็นหลุมโพรง/ 凼dànɡ /หลุม โพรง/
ซะซาย /บอกลักษณะสิ่งของที่กระจัดกระจาย/ 洒sǎ / กระจัดกระจาย/
ค้งน้ง / บอกลักษณะของที่โค้ง/ 弓ɡōnɡ / โก่ง โค้ง/
ตัวอย่างประโยค ไปนำกันซองลอง (ไปด้วยกันเป็นคู่ ) นั่งหน้าจ่านพ่านอยู่ฮั่น(นั่งหน้าบานอยู่ตรงนั้น) เป็นฮูต้างหล้าง(เป็นรูโหว่) วางของซะซาย (วางของกระจัดกระจาย) ฮุ่งโค่งค้งน้ง (รุ้งโค้งเป็นวง)
หน้า: [1] 2 3 ... 10